ประวัติความเป็นมาของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

Memomark profile image Memomark

ประวัติของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

เครื่องนุ่งห่มหรือเสื้อผ้าถือเป็น หนึ่งในปัจจัยสี่ ที่มนุษย์เราคนธรรมดานั้นจำเป็นจะต้องมี เอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน หากจะพูดถึงหลักตามความเป็นจริงแล้วเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่มนุษย์เราใช้ปกปิดร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวกายของเรานั้นเจอกับความหนาวหรือไม่ให้ร่างกายของเราเจอแสงแดดมากจนเกินไป

นั่นจึงเรียกง่าย ๆ ว่าเรามีเครื่องนุ่งห่มเอาไว้ เพื่อเป็นการปกป้องร่างกายของเราจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามากระทบกับร่างกายของเราอย่างง่ายดาย

ดังนั้นมนุษย์จึงมีการเริ่มนำเสื้อผ้ามาสวมใส่ ซึ่งหากเราจะถามว่า ต้นกำเนิดของเสื้อผ้านั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เรียกได้ว่านักประวัติศาสตร์ยังไม่มีใครสามารถระบุได้อย่างแน่นอนว่ามนุษย์เริ่มต้นใส่เสื้อผ้ากันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่มั่นใจได้เลยว่าคือเสื้อผ้าเริ่มต้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรานั้นตั้งแต่ 42,000–72,000 ปีก่อน

โดยว่ากันว่าในอดีตนั้น มนุษย์ยุคโบราณไม่มีใครที่รู้จักกับเสื้อผ้าอย่างแน่นอน เพราะว่าในยุคนั้นมนุษย์เรามีขนมีผิวหนังที่หนาแต่เมื่ออากาศโลกอุ่นขึ้นมนุษย์เราก็เริ่มมีการปรับตัวโดยการลดความยาวของขนแล้วผิวหนังก็หนาน้อยลง หลังจากนั้นจึงทำให้มนุษย์เริ่มต้นมีการรู้จักหาสิ่งต่างๆมาปกปิดร่างกาย

โดยในช่วงแรก ๆของมนุษย์ยุคโบราณนั้นก็จะมีการนำใบไม้เปลือกไม้มาร้อยให้เป็นเครื่องนุ่งห่ม หรืออีกหนึ่งอย่างที่มนุษย์ยุคโบราณมักจะนำมาใช้เป็นเสื้อผ้านั่นก็คือการใช้หนังสัตว์มาเป็นเครื่องนุ่งห่ม

ต่อจากนั้นก็เริ่มมีการรู้จักการทอผ้าด้วยใยพืช โดยใยพืชที่เป็นที่รู้จักกันนั้นก็จะมีการนิยมใช้โดยแบ่งตามยุคตามสมัยหรือแม้จะตามพื้นที่ ซึ่งที่เป็นที่รู้จักกันมากก็คงจะเป็นลินิน เป็นใยที่เกิดจากต้นแฟลกซ์ ผ้าไหม เป็นใยที่ได้จากตัวหนอนไหม

ซึ่งต่อมาก็ได้มีชาวยุโรปนำต้นฝ้ายที่มาจากอเมริกาใต้นำไปเพาะพันธุ์แล้วกระจายไปทั่วโลก ทำให้ใยฝ้ายจึงนำมาใช้ทำเป็นเสื้อผ้า

เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนั่นก็คือเรียกกันว่าผ้าฝ้าย

แต่เชื่อหรือไม่ว่าตั้งแต่มีการนำเสื้อผ้ามาเป็นเครื่องนุ่งห่มให้กับมนุษย์เรานั้น แน่นอนว่าเหล่าบรรดาเสื้อผ้าก็ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ปกป้องเราจากสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะมากระทบผิวของเรา แต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเหล่านี้กลับมีหน้าที่ที่มากกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนสังคม ศาสนา วัฒนธรรม นอกจากนี้เสื้อผ้ายังทำหน้าที่บ่งบอกถึงฐานะ อาชีพ หน้าตาความเป็นอยู่ทางสังคมของผู้ใส่ ด้วยว่าผู้คนเหล่านั้นอยู่ในระดับชั้นใดของสังคม

ที่เราเล่าให้ฟังว่าเสื้อผ้าไม่ได้มีเพียงแค่หน้าที่ในการปกปิดหรือปกป้องผิวกายของเราแต่ยังทำหน้าที่ในการถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ของในยุคต่าง ๆ จากคนยุคนั้นมาจนถึงคนยุคปัจจุบันได้ นั่นก็เพราะ ในแต่ละยุคที่มีการผลิตเสื้อผ้ากัน ก็มักจะเลือกแบบการผลิตเสื้อผ้า การทอ ที่เรามักจะเรียกกันว่าทันสมัยที่สุดในแต่ละยุคนั้น ซึ่งก็ทำให้คนในปัจจุบันเห็นว่าเสื้อผ้าในยุคก่อน ๆ นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไรและแต่ละยุคนั้นเลือกที่จะใส่เสื้อผ้าแบบไหน หรือที่เรียกกันว่าแฟชั่นของแต่ละยุคแต่ละสมัยมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ว่ากันว่าการพัฒนาของแฟชั่นในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นมีความแตกต่างกันและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองเศรษฐกิจหรือแม้แต่ภูมิอากาศก็ทำให้เสื้อผ้ามีความแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง แต่ในยุคที่แฟชั่นของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นั้นจะเกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในปีค.ศ 1920 1930 หรือที่หลายคนหรือพวกที่ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นจะเรียกยุคนี้ว่า แฟรปเปอร์ ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคที่เหล่าบรรดาคุณผู้หญิงจะมีการเลือกใส่กระโปรงที่มีความสั้นมาก ๆ เป็นครั้งแรก

แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงเสื้อผ้าในยุคที่เรากล่าวไป เราขอย้อนไปในสมัยก่อนที่มีการใส่เสื้อผ้าของคุณสาว ๆ ที่บ่งบอกชัดเจนถึงความเป็นกุลสตรีที่ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นไหนของสังคมสุภาพสตรีทุกท่านจะเลือกที่จะใส่กระโปรงที่ยาวกรอมเท้า

ซึ่งก็มีบางยุคที่มีการใส่สุ่มเข้าไปในกระโปรงเพื่อที่ให้ทรงของกระโปรงนั้นมีความกว้างและหนาจะทำให้ผู้หญิงในยุคนั้นมีความสวยโดดเด่น แต่แน่นอนว่าแฟชั่นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางยุคกระโปรงสุ่มก็สวยบางยุคกระโปรงชาติสวยกว่าหรือบางยุคก็อาจจะมีการใช้กระโปรงบานแต่ไม่จำเป็นต้องมีตุ่มด้านใน ตัวอย่างที่เราบอกไปเสื้อผ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย

ประวัติเครื่องแต่งกายของไทย

เช่นเดียวกันกับของในประเทศไทย อย่างที่เราทราบกันดีว่าในสมัยก่อนนั้นประเทศไทยมีการเลือกที่จะใช้ผ้าแถบในการห่มเป็นสไบ ส่วนท่อนล่างนั้นก็เช่นเดียวกันกับของทางฝั่งต่างประเทศนั่นก็คือขึ้นอยู่กับว่าสมัยนั้นจะเลือกใช้เป็นผ้าถุง หรือใช้เป็นการนุ่งโจงกระเบน

ซึ่งบอกเลยว่าการแต่งกายแบบนี้ ก็มีการบ่งบอกถึงชั้นวรรณะทางสังคมเช่นกันไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ถ้าในการตัดเป็นผ้าถุงหรือผ้าโจงก็สามารถทำให้รู้ได้ว่าใครคือนายใครคือบ่าว

ต่อมาอีกสักระยะเสื้อผ้าของแถบยุโรปก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในแฟชั่นของประเทศไทยเช่นกัน เห็นได้ชัดคงเป็นในช่วงของยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการแต่งกายอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือการเปลี่ยนโดยเหล่าบรรดาคุณผู้ชายจะเริ่มมีการใส่เสื้อ ใส่รองเท้า ส่วนบรรดาคุณผู้หญิงแม้จะยังมีการห่มสไบอยู่ แต่ก็ต้องมีการใส่เสื้อแขนกระบอกซึ่งในยุคนี้ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงการแต่งกายไปในทางเดียวกับยุโรปอย่างเห็นได้ชัด

แต่ในยุคที่มั่นใจได้เลยว่าประเทศไทยนิยมแต่งตัวแบบตะวันตกอย่างชัดเจนคงเป็นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการกำหนดชุดตามความสำคัญต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งยังมีการสวมหมวกเวลาเดินออกไปไหนมาไหน และที่สำคัญรองเท้าก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการแต่งกายให้เข้ากับชุดในยุคนั้น

จนมากระทั่งถึงในยุคปัจจุบันที่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยไม่มีการบังคับกะเกณฑ์แฟชั่นของคนในประเทศสามารถแต่งกายตามความต้องการของคุณ ซึ่งไม่ได้จำเป็นว่าคุณจะต้องใส่เสื้อผ้าให้ตรงกับวัฒนธรรมของประเทศเรา แต่ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวว่ามีความต้องการแต่งชุดอย่างใด

แต่ถึงอย่างนั้นในช่วงเวลาที่มีงานพิเศษพิเศษอย่างเช่นงานแต่งงาน คนไทยก็มักจะยึดชุดไทยเป็นชุดที่ตรงตามวัฒนธรรมของเราในการทำกิจกรรมพิเศษพิเศษแบบนี้
ซึ่งถ้าหากว่าจะให้ มานั่งสรุปว่าเสื้อผ้ามีต้นกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราก็คงจะพูดได้ว่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่การใช้ใบไม้หนังสัตว์มาเป็นเสื้อผ้าก่อนที่มนุษย์เราจะมีความสามารถในการทอเสื้อผ้าจากเส้นใยจนมากระทั่งถึงปัจจุบันที่มีการคิดค้นหาเส้นใยสังเคราะห์มาช่วยในการผลิตเสื้อผ้า

ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไรเสื้อผ้าของเราก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้นเช่นกัน

ขอบคุณผู้สนับสนุน : https://ninefivewearing.com/



ความคิดเห็น
ประกาศล่าสุดในบอร์ดเดียวกัน
1 วันที่ผ่านมา
1 วันที่ผ่านมา
12 วันที่ผ่านมา
12 วันที่ผ่านมา