ทรงชี้แนวทฤษฎีใหม่ให้ประจักษ์ เสนอหลักสามขั้นตอนสอนไว้ให้
อยู่พอเพียง-รวมพลัง-เพิ่มปัจจัย การพัฒนายั่งยืนได้ด้วยพึ่งตน
ครองแผ่นดินโดยธรรมนำทวยราษฎร์ ประชาชาติพ้นวิกฤติสัมฤทธิ์ผล
ถิ่นใดแล้งถิ่นใดร้อนช่วยผ่อนปรน ธ ไม่ทิ้งประชาชน-พ้นภัยพาล
ธ คือศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ ธ คือปราชญ์นำไทยให้สุขศานต์
ธ คือฉัตรคุ้มไทยให้ชื่นบาน ธ คือธารเมตตาหลั่งปรานี
แม้นมิได้เกิดใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ไทยทั้งชาติคงย่อยยับอับหมองศรี
มหันตภัยตอกย้ำช้ำทั้งปี จอมจักรีทรงกอบกู้สู้ผองพาล
ประวัติศาสตร์ประกาศจริงสิ่งทั้งหมด จะปรากฏยืนยาวให้กล่าวขาน
สารพันอันพระองค์ทรงพระภาร มีพยานคือพวกข้าประชาชน
ถวายดินถวายฟ้าทั้งหล้าแหล่ง ถวายความเจิดแจรงแห่งยุคสมัย
ถวายความดีงามความเป็นไทย ถวายใจจงรักมั่นภักดี
พระปัญญาเป็นเลิศเชิดชูชาติ ปัญหาราษฎร์ทรงแก้ไขได้ทุกที่
ทศพิธราชธรรมล้ำชีวี เพราะทรงมีหทัยบริสุทธิ์ยุติธรรม์
เหมือนทรงมีไม้เท้ากายสิทธิ์ คอยฉายชี้ทางทิศคิดสร้างสรรค์
ยามสังคมเครียดขึ้งถึงทางตัน มีพระองค์เท่านั้นบันดลใจ
แล้วโลกก็ได้จารึกว่า มีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่
เป็นราชันเหนือกว่าราชาใด เป็นจอมทัพผู้เกรียงไกรกว่าใครปวง
อันความสุขของพระมหากษัตริย์ มิใช่ราชสมบัติเวียงวังทั้งสิ้น
หากแต่เป็นเมื่อไทยทั้งแผ่นดิน อยู่ในศีลสามัคคีมีสุขกัน
“…ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยแก่งแย่งเบียดเบียนมาจากผู้อื่น ความเจริญที่แท้นี้มีลักษณะเป็นการสร้างสรรค์ เพราะอำนวยประโยชน์ถึงผู้อื่นและส่วนรวมด้วย ตรงกันข้ามกับความเจริญอย่างเท็จเทียม ที่เกิดขึ้นมาด้วยความประพฤติไม่เป็นธรรมของบุคคล ซึ่งมีลักษณะเป็นการทำลายล้าง เพราะให้โทษบ่อนเบียนทำลายผู้อื่นและส่วนรวม การบ่อนเบียนทำลายนั้น ที่สุดก็จะกลับมาทำลายตน ด้วยเหตุที่เมื่อส่วนรวมถูกทำลายเสียแล้ว ตนเองก็จะยืนตัวอยู่ไม่ได้ จะต้องล่มจมลงไปเหมือนกัน…”