ประเทศไทยของเรายังคงเป็นไทยได้จวบจนทุกวันนี้เพราะบารมีปกเกล้าของพระมหากษัตริย์ของไทยเราที่เสียสละทั้งใจและกายตรากตำทำงานเพื่อชาติไทยเรา ดังนั้นเราพสกนิกรชาวไทยขอเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์........ขอจงทรงพระเจริญ
ขอให้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ จงดลบันดาลให้ในหลวงมีสุขภาพอนามัยให้แข็งแรงตลอดไป
ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เท่านั้นที่จะทำให้ไทยสงบร่มเย็นได้
ด้วยตัวแทนของคนไทยทุกคนทุกชนชั้น ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
ทรงพระเจริญมีพระชนม์มายุยังยืนนานเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทุกหมู่เหล่า
ผมรักในหลวงของเราเพราะผมประทับใจในความเสียสละของพระองค์ท่าน
ในโลกนี้การหาพระมหากษัตริย์อย่างพระองค์หามีไม่ พระองค์ไม่ได้แต่เสียสละ
ทรัพย์สิน พระองค์ยังได้เสียสละหยาดเหงื่อ แรงกาย และเวลาส่วนพระองค์
ให้แก่ประชาชนของพระองค์ทั้งๆที่ไม่เคยเจอหรือทำความรู้จักกันก่อน
นี่คือเหตุผลของผมที่ว่าทำให้ผมประทับใจครับ
ในปี พ
.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเยี่ยม พสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ย่านบริเวณเทือกเขาภูพานทรงสังเกตว่า มีปริมาณเมฆมากปกคลุมเหนือพื้นที่ระหว่างเส้นทางบินแต่ไมสามารถรวมตัวจนเกิดเป็นฝนตกได้ ทั้งที่เป็นช่วงฤดูฝน และทรงพบเห็นว่าหลายแห่งประสบปัญหา พื้นดินแห้งแล้งขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรมักประสบความเดือดร้อนจากภาวะฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง ในระยะวิกฤติของพืชผล ทำให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจไม่มีผลผลิตเลย และอาจทำให้ผลผลิตที่มีอยู่เสียหายได้ จึงเป็นความเดือดร้อนอย่างสาหัส และก่อให้เกิดความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจ แก่เกษตรกรอย่างใหญ่หลวง นอกจากนี้ความต้องการใช้น้ำมีมากขึ้น เพราะการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรกรรม และการเพิ่มขึ้นของประชากร ซึ่งมีผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนจากทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ ไม่เพียงพอ ซึ่งเห็นได้ชัดจากปริมาณ น้ำในเขื่อนภูมิพลที่ลดลงอย่างน่าตกใจ ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล และทรงความอัจฉริยะของพระองค์ด้วยคุณลักษณะของนักวิทยาศาสตร์ ทรงสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลในขั้นต้น และได้มีพระราชดำริครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2498 แก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ว่าจะทรงค้นหา วิธีการที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ กับทรัพยากร ที่มีอยู่ให้เกิดมีศักยภาพของการเป็นฝนให้ได้ "ฝนหลวง" หรือ"ฝนเทียม"จึงกำเนิดขึ้นโดยประยุกต์ผลการวิจัยค้นคว้าทางวิชาการด้านฝนเทียมของประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและอิสราเอล ภายใต้การพระราชทานข้อแนะนำจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่าง ใกล้ชิดพร้อมกันนี้ได้มีการจัดตั้ง"สำนักงานปฎิบัติการฝนหลวง" ขึ้น เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานฝนหลวงในระยะต่อ มาจนถึงปัจจุบัน พระบรมราโชบายในการพัฒนาโครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง"ในปีพุทธศักราช 2480 ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มี พระชนมพรรษา 8 พรรษา หม่อมเจ้านักขัตรมงคล พระบิดา ได้ย้ายพระองค์ท่านออกจากโรงเรียนราชินี ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเซ็นฟรังต์ซิสซาเวียร์ คอนแวนต์ สามเสน และที่ โรงเรียนนี้ นอกจากพระองค์จะทรงพระปรีชาสามารถ และเอาพระทัยใส่ต่อการศึกษาเป็นอย่างดียิ่งแล้ว ยังสนพระทัย และทรงมีพรสวรรค์ในวิชาดนตรีเป็นพิเศษ จนครูผู้ฝึกสอนดนตรีคือ มาดามเรอเน และมาดามฟรังซิสก้าออกปากชมอย่างจริงใจว่า พระองค์ทรงมีวิญญาณศิลปินติดตัวมาแต่กำเนิด โดยสามารถอ่านโน๊ต และร้องเพลงได้ถูกต้อง ตามจังหวะอย่างน่าอัศจรรย์ใจ นอกจากนั้นยังสามารถทรงเปียโนได้ไพเราะเพราะพริ้ง ยิ่งกว่าเด็กทุกคนในวัยเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงเป็นศิษย์ที่น่ารัก น่าเอ็นดูของครูผู้ฝึกสอนอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นที่ร่ำลือกันในโรงเรียนอีกด้วย
พรสวรรค์อีกประการหนึ่งของพระองค์ท่าน ก็คือ มีความทรงจำเป็นเยี่ยม การ เล่าเรียนในโรงเรียนเซ็นฟรังซิสซาเวียร์ คอนแวนต์ตลอดระยะเวลา 8 ปี ทั้งมาดามเรอเน และมาดามฟรังซิสก้า ได้พยายามฝึกสอนวิชาการดนตรีอย่างใกล้ชิด แม้พระปรีชาสามารถจะไม่ถึงขั้นอาชีพหรือขั้นนักดนตรีเอกของโลกในด้านเปียโน ก็ตาม แต่ฝีมือก็ ถือเป็นเลิศ ยากนักที่เด็กหญิงที่มีอายุอานามเพียง 13 ปีจะสามารถกระทำได้
***ขอพระองค์ทรงพระเจริญ***
"…แวดวงชีวิตของฉันแต่ไหนแต่ไรมามีอยู่สองประการคือ วงการวิชาการ แวดวงของครูบาอาจารย์ ผู้รู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งในสายศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยี กับอีกวงการคือ เรื่องของการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า งานที่เห็นพ่อแม่ทำมาตลอดตั้งแต่รู้ความคือ การทำให้แผ่นดินและทุกคนในแผ่นดินมีความเจริญรุ่งเรือง เน้นหนักในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความทุกข์ยาก เราคลุกคลีอยู่กับคนที่ลำบากยากแค้น หาทางบรรเทาความเดือดร้อนของคน …."
***ทรงพระเจริญ***
ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์
ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจฝึกใจตนเอง
ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น
ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออม
ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริต
ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต
และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
คุณธรรมสี่ประการนี้
ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงาม
จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น
และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป
พระบรมราโชวาท ในพิธีบรวงสรวง
สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า 5 เมษายน 2535
***ทรงพระเจริญ***
สห.มทบ.๓๒ รักพระเจ้าอยู่หัวฯ
หลักการทรงงานของ...."พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ"
ให้รู้จักอดทน ทำจนเป็นนิสัย ไม่ว่าสิ่งดีๆ ที่เข้ามา ทุกข์ที่เข้ามา สุขที่เข้ามา เราก็รับด้วยใจสงบ ไม่ตื่นเต้นหรือกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เหมือนดังคำว่า "ธรรมะ" ซึ่ง นั่นก็คือ ธรรมชาติ ธรรมดา นอกจากนี้ หากเกิดปัญหา เราก็ทำจิตใจให้รู้สึกท้าทายกับปัญหานั้น เห็นปัญหาแล้วกระโดดเข้าใส่เป็นการท้าทายสติปัญญา อย่ากลัวปัญหาและละลายปัญหาจากเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
***ทรงพระเจริญ***
สห.มทบ.๓๒ รักในหลวง
ข้าพเจ้าเชื่อว่าในหลวงทรงเป็นพระมหาโพธิสัตว์ พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีที่ยิ่งใหญ่ ดังที่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ว่า “ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ” กาลล่วงผ่านมานาน พระราชดำรัสที่ในหลวงได้ตรัสไว้ข้างต้นยังคงกึกก้อง อยู่ในใจของคนไทยทุกคน ตลอดเวลาที่ในหลวงทรงพระราชกรณียกิจที่ยากยิ่งกว่าที่พระมหากษัตริย์องค์ใดในโลกปัจจุบันจะทำได้นั้น มิเคยเป็นที่สงสัยในหมู่พสกนิกรชาวไทยเลยว่า “ หนทางที่พ่อนำ คือ รอยธรรมทีพ่อเดิน” พระองค์ทรงครองแผ่นดินธรรมโดยธรรม และเพื่อธรรม เมื่อกษัตริย์ทรงธรรมก็ย่อมนำความสงบร่มเย็นมาสู่ประชาราษฎร์ เราจะเห็นว่า ตั้งแต่ทรงครองราชย์เป็นต้นมาในหลวงไม่เคยทิ้งประชาชนเลย แม้ในเวลาที่ทรงพระประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชก็ทรงนึกถึงงาน ไม่เคยทรงอยู่นิ่ง เมื่อเป็นเรื่องของชาวบ้าน ทรงนึกถึงได้ก่อนเสมอ เพราะฉะนั้น ในหลวงทรงยึดมั่นพระปฐมบรมราชโองการว่าเป็นสัญญาที่ทรงสัญญาต่อประชาชน ประเทศชาติ ท่านไม่ทรงผิดสัญญานั้นเลย
|
|
“ แหลมผักเบี้ย-หนองหาร ” โครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม